header image
 

Eternity Diary 3: ชาวเราเป็นเด็กภูธร

karn-new

“ที่รัก” เป็นเรื่องเล่าจากความทรงจำของแม่ที่มีต่อพ่อเมื่อครั้งยังเป็นสาว หนังถ่ายทำที่จังหวัดลพบุรีบ้านเกิดกานต์ เขาใช้ชีวิตและเติบโตอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปี การออกจากลพบุรีเข้ากรุงเทพครั้งแรก เริ่มจากขอแม่ไปติววาดรูปกับพี่ช่างศิลป์แถวลาดกระบังสมัยวัยรุ่น โดยที่แม่ไม่ระแคะระคายว่ากานต์ติดหญิง จนถึงตอนนี้กานต์ยังวาดรูปแม่ได้ไม่เหมือน แต่เขากำลังเก็บภาพความรักของแม่และพ่อ ด้วยกล้องแทน

riding

เราเดินทางจากกรุงเทพด้วยรถยนตร์เพียง 2 ชั่วโมง ก็ถึงตัวเมืองลพบุรี ของดีเมืองลพบุรีคือ ลิงข้างถนน ลิงพวกนี้กล้าหาญ และกล้าบู๊ ตำรวจจราจรที่นี่ ถือไม้ไผ่ด้ามยาว เพื่อเป็นการขู่ลิงที่ข้ามถนนไร้ระเบียบ เราเห็นลิงที่เกาะอยู่ตามตึก และเสาไฟฟ้า เป็นที่เฮฮาและครึกครื้นแก่พวกเรา แต่พวกเราเริ่มไม่สงบเมื่อลิงจู่โจมขึ้นหลังคารถ ชาวเราที่นั่งกระบะหลังจึงกำร่มขึ้นมาในท่าพร้อมปกป้องตัวเอง

noon

ขณะนี้เวลา 17.30 นาที และสิงห์คะนองนายังอยู่เป็นเพื่อนกับท่านผู้ฟังอยู่นะครับ เสียงดีเจจากวิทยุท้องถิ่นประกาศบอกเวลา ขณะที่ชาวเราขับรถกระบะไถลลงสู่ท้องนา แสงแดดอ่อนๆ และสายลมเย็นที่พัดต้นข้าวเอนลู่ไปในทิศเดียวกัน กลิ่นต้นข้าวหอมชื่นใจกว่ามะลิ เรา “ดมกลิ่น” ทุ่งนาโดยพร้อมเพรียงกัน (สำหรับคนที่อาจไม่เข้าใจว่า “ดมกลิ่น” คืออะไร หาอ่านเพิ่มได้ใน Hi-So Diary หัวข้อ Sniffing Around) อธิบายย่อๆก็คือ ช่วงของการซึมซับบรรยากาศ และดูจังหวะชีวิตคนถิ่นนั้น ด้วยตาตนเอง

rice-new

การทำงานในช่วงนี้ จะคล้ายกับชีวิตช่วงเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่กำลังค้นหาตัวเอง มันจะมีทั้งสิ่งที่ใช่ และไม่ใช่ ปะปนกันไป กว่าจะเลือกถูกต้องใช้เวลาฝังตัวอยู่กับมันไปสักพัก จึงจะค้นพบว่าสิ่งไหนที่เหมาะกับวัยรุ่นอย่างเรา

chill out

ถ่ายหนังต่างจังหวัดทำให้เราต้องปรับตัวอย่างรุนแรง ช่วงจังหวะการดำเนินชีวิตของคนที่นี่แตกต่างกับตอนเราอยู่กรุงเทพอย่างชัดเจน เมื่อเข้าเมืองตาหลิว เราก็ต้องหลิวตาตาม ยิ่งแดดที่นี่แรงกว่าแดดในพารากอน เราจึงต้องหลิวตาให้สนิท เพื่อป้องกันอันตรายจากรังสี UV

~ by Nam on March 13, 2010.

Eternity News

5 Responses to “Eternity Diary 3: ชาวเราเป็นเด็กภูธร”

  1. พวกคุณเหมือนเด็กนักเรียนไปออกค่ายเรียนรู้โลกกว้างเลยค่ะ
    หวังว่าคงนำกลิ่นท้องทุ่งที่แท้จริงมาไว้บนจอได้นะคะ

    แล้วก้อ
    เอ่อ

    เข้าเมืองตาหลิว..ต้องหลิวตาตาม..?
    ฮาดีค่ะ

  2. ;) ขอบคุณนะคะ

  3. ทุ่งนาเป็นทุ่งนายังงี้เลยเหรอ เจ๋งมาก มีกองแกลบด้วยอ่ะ แถวบ้านยังไม่มีแล้วเลย ที่ผูกเปลนอนกันนั่นคือบ้านกานต์ แล้วพักกันที่นี่เหรอ เจ๋งอ่ะ รูปถ่ายบรรยากาศเหมือนเวลาพี่พาลูกทัวร์ไปเที่ยว ไปดูทุ่งนา ดูกองฟาง นอนโฮมเสตย์ บ่ายๆไม่มีไรทำ ก็เขลงกันบนบ้าน ยังงี้เลย เจ๋งเจ๋ง เจ๋งมาก

  4. แวะกลับมาแนะนำบทเพลงที่ให้กลิ่นท้องทุ่ง และให้ความหวัง ได้อย่างละเมียดละไมสุดๆ
    เผื่อน้องๆ จะหามาฟังระหว่างพักจากการ”ดมกลิ่น”ทุ่งนาของจริงค่ะ

    คือเพลง “ทานตะวัน” จากบทกวีของคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ค่ะ
    ต้องเป็นเวอร์ชั่นประสานเสียงจากอัลบั้ม ชุด “ลมไผ่” ของปรมาจารย์ขลุ่ย อ.ธนิศ ศรีกลิ่นดี นะคะไพเราะสุด

    กานต์อาจกำลังค้นหาความรักในอดีตของพ่อกับแม่ ในขณะเดียวกันเขาก็ได้กลับไปหาวัยเยาว์ของตัวเองที่ทิ้งร้างไว้กับท้องทุ่งเสียเนิ่นนาน และมันอาจช่วยเติมเต็มชีวิตให้แข็งแรงขึ้นก็ได้ (เริ่มจะฟุ้งแล้วล่ะ..เฮ้อ)

    เนื้อเพลงทานตะวันค่ะ

    ตะวันส่องใส แดดฉายลงมา ทาบทาทิวทุ่ง
    แผ่วลมผ่านโรย เหมือนโปรยกลิ่นปรุง ดอกฟางหอมลอย
    ดอกหญ้าดาว วับวาวทางเกลื่อน เหมือนดังหยาดพลอย
    แตะนิดต้องน้อย ราวมณีร่วงพรู พัดพรายลงดิน
    จะอยู่แดนไหน สุดฟ้าแสนไกล คะนึงถึงถิ่น
    ด้าวแดนแผ่นดิน ที่เราจากมา เนิ่นนานแสนนาน
    ดอกหญ้างาม งดงามดังก่อน หรือรอนร่วงราน
    แดดร้อนดินแล้ง ลมระงมแผ้วพาน บ้านนาป่าเขา
    ทุ่มกายทุ่มใจ เข้าโหมแรงไฟ หัวใจแรงเร่า
    ยิ่งสร้างยิ่งทำ ระกำหนักเบา ดิ้นรนหนทาง
    เจ้ามิ่งขวัญ ยิ่งวันยิ่งเดือน ยิ่งเลือนยิ่งราง
    ทอดทิ้งทุ่งร้าง วันและวันผ่านเยือน เหมือนเดินทางไกล
    ตะวันส่องแสง สาดแสงลงมา ทาบทาทางใหม่
    ร่วมจิตร่วมใจ ก้าวไปก้าวไป ฝ่าภัยร้อยพัน
    มิ่งขวัญเอ๋ย หัวใจเรามั่น เหมือนทานตะวัน
    เฉิดแสงแรงฝัน กลางรวีตะวัน สีทองส่องใส.

  5. ใครเขียนอ่ะ …. เพราะดีจัง สวยดี….

    รักนะ คนเขียน…เด็กแปดริ้ว.สามขา…

Leave a Reply